วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
ปัญหาการทะเลาะวิวาทและการใช้ความรุนแรงของนักเรียน นักศึกษา
๑.
แนวทางการป้องกันและการแก้ไขปัญหาในระดับครอบครัว
พ่อ แม่
ควรได้รับการอบรมแนวทางที่ถูกต้องในการเลี้ยงดูลูก
และวิธีการสอนเชิงสร้างสรรค์ความคิด ควรประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูก
หากโรงเรียนใดเกิดปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนขึ้น ทางโรงเรียนควรเชิญพ่อแม่
ผู้ปกครอง มารับรู้พฤติกรรมของลูกของตนด้วยและควรจัดอบรมวิธีการเลี้ยงดูเด็กที่มีปัญหาทางครอบครัว
๒.
การใช้หลักศาสนามาช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหา
ควรมีหลักสูตรศาสนากำหนดไว้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการและมีตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิทางศาสนาเป็นอัตราบรรจุในแต่ละโรงเรียน
เพื่อทำหน้าที่สอนศาสนาให้กับนักเรียนนักศึกษา
ควรมีหนังสือธรรมะที่ง่ายต่อการอ่านและความเข้าใจ
ความสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เช่น นิทานธรรมะสำหรับเด็ก หนังสือมงคลชีวิต
เป็นต้น
๓.
แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาภายในโรงเรียน
๑) ด้านหลักสูตร
ควรมีการบูรณาการเรื่องศีลธรรมลงไปในทุกวิชา
เพื่อจะได้เป็นการสอดแทรกธรรมะเข้าไปในจิตใจของนักเรียนตลอดเวลา
และก่อนเรียนหนังสือทุกวิชาต้องให้นักเรียนนั่งสมาธิก่อน ๕ นาที
เพื่อปรับใจของนักเรียนให้พร้อมที่จะรับรู้สิ่งที่จะได้เรียนต่อไป เน้นสอนเด็กให้มีความรับผิดชอบต่อตนเองครอบครัว
สังคม และประเทศชาติ
๒)
ด้านมาตรการป้องกันภายในโรงเรียน
ตรวจค้นอาวุธนักเรียนนักศึกษาทุกวัน
โดยมอบหมายให้ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการตามกฎหมาย ครูต้องเข้มงวดมากขึ้น ในการสอน อบรม
ทำโทษเด็ก หลังการถูกจับ ครูต้องทำโทษ เช่น ทำทัณฑ์บน
โรงเรียนต้องมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น
หรือลงโทษด้วยการให้บำเพ็ญประโยชน์ภายในเวลาที่กำหนด แทนการลงโทษทางอาญา
โดยทำเหมือนกันทุกโรงเรียน
๓)
โรงเรียนควรมีการประสานความร่วมมือกับฝ่ายต่าง ๆ ดังนี้
ให้สถาบันการศึกษาส่งรายละเอียดกิจกรรมสำคัญของสถาบันที่จะดำเนินการ
ให้กับตำรวจล่วงหน้า ๒ อาทิตย์
เพื่อให้ตำรวจได้สืบสวนหาข่าวและวางแผนการป้องกันการก่อเหตุทะเลาะวิวาท
ประสานงานกับโรงเรียนอื่น
ๆ โดยจัดทำทะเบียนประวัตินักเรียนนักศึกษาที่เป็นกลุ่มเสี่ยง
และแจกจ่ายไปตามโรงเรียนต่าง ๆ นำกลุ่มเสี่ยงของแต่ละโรงเรียนมาพบปะและสัมมนากัน
๔)
ด้านตัวของนักศึกษา
ให้มีกลุ่มเครือข่ายคนดี
หรือกลุ่มเครือข่ายวัยรุ่นคุณธรรม
หรือกลุ่มนักเรียนต้นแบบในโรงเรียนคอยสอดส่องและส่งข่าวความเคลื่อนไหวต่าง ๆ
ภายในโรงเรียน สร้างสังคมให้ยอมรับ ส่งเสริม สนับสนุนคนทำความดี
๕)
ด้านการจัดกิจกรรมและบำเพ็ญประโยชน์
จัดให้มีกิจกรรมทั้งภายในและภายนอกสถาบันการศึกษา
เป็นกิจกรรมที่เน้นการพัฒนาจิตใจด้านศีลธรรม ผ่อนคลาย ระบายความเครียดจากการเรียน
ได้ปลดปล่อยเรี่ยวแรงกำลังออกมาอย่างสร้างสรรค์ เช่น การสอบตอบปัญหาธรรมะชิงทุนการศึกษา
การพัฒนาวัดที่อยู่ใกล้เคียง หรือโรงเรียนของตน การแข่งกีฬาสี เป็นต้น
๔.
แนวทางในการฝึกอบรมระเบียบวินัย
จัดโครงการอบรมเยาวชนกลุ่มที่มีปัญหาเป็นพิเศษ
โดยเข้าฝึกวิชาทหาร ๑ ปี หรือ บวช ๑ ปี โดยอนุญาตให้พักการศึกษาได้
จัดกิจกรรมการฝึกวินัยช่วงเปิดเทอมในภาคเรียนที่ ๑
ให้กับเด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมต้นจนถึงมัธยมปลาย หรือ ปวช. ทุกวัน ๆ ละ ๑
ชั่วโมง โดยให้ทหารมาเป็นครูฝึก นักเรียนตั้งแต่ระดับ ม. ๔ หรือ ปวช. ๑
ทุกคนต้องผ่านการศึกษาวิชาทหารโดยไม่มีข้อยกเว้น
๕.
มาตรการที่สังคมควรช่วยป้องกันและแก้ไข
ต้องแก้ไขปัญหาตั้งแต่รากหญ้า คือ
สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา
ที่จะต้องมีการจัดระบบการดูแลเด็กให้สอดรับกัน
สังคมต้องยอมรับส่งเสริมและประชาสัมพันธ์
สถาบันการศึกษาที่ผลิตเด็กนักเรียนนักศึกษาที่อยู่ในระเบียบวินัย ให้เข้าทำงานตามที่ต่าง
ๆ ต้องแก้ปัญหาเรื่องเพศให้ลดลง เพราะเรื่องนี้มักเป็นต้นเหตุของเรื่องร้ายแรงอื่น
ๆ ตามมาอีกมากมาย
การลงข่าวของสื่อมวลชนควรอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม
ไม่ควรลงข่าวจนทำให้เด็กนักเรียนเกิดความคิดคึกคะนอง อยากดัง
จากการเป็นข่าวใหญ่ในสังคม เช่น การลงข่าวการทะเลาะวิวาทกันในข่าวพาดหัวหน้า ๑
หนังสือพิมพ์ เป็นต้น
ไม่ควรลงข่าวโดยระบุชื่อสถาบันการศึกษาอย่างชัดเจนเพราะจะเป็นการยั่วยุให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน
ควบคุมคุณภาพการผลิตสื่อมวลชนทุกชนิดทุกประเภท
มีสายตรงแจ้งเบาะแสเมื่อมีการเริ่มก่อตัวก่อเหตุทะเลาะวิวาทของเยาวชน
๖.
มาตรการการแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทเชิงนโยบาย
สรุปมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทและการใช้ความรุนแรงของนักเรียนนักศึกษาเชิงนโยบายต่อรัฐ
ดังนี้
๑.
มาตรการด้านกฎหมาย
จากการศึกษาพบว่ามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันมิให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทและการใช้ความรุนแรงของนักเรียนนักศึกษา
ควรพิจารณาเสนอกฎหมายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลดังนี้
๑)
กฎหมายด้านการจำหน่ายและการพกพาอาวุธ
ควรมีกฎหมายควบคุมประเภทของอาวุธที่จำหน่ายได้และการตรวจตราใบอนุญาตอย่างจริงจัง
ควรเพิ่มโทษของการพกพาอาวุธให้หนักยิ่งขึ้น
เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาเกรงกลัวต่อความผิด
๒)
กฎหมายด้านการห้ามนักเรียนนักศึกษาดื่มหรือจัดหาซื้อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขึ้น
เมื่อเด็กนักเรียนนักศึกษาเสพย์เข้าไปแล้วทำให้เกิดความกล้า
ขาดสติยั้งคิดและสามารถก่อเหตุร้ายได้ตลอดเวลา
๓)
กฎหมายลงโทษผู้ปกครองที่ปล่อยปละละเลย
มิได้กำกับดูแลพฤติกรรมของเด็กนักเรียนนักศึกษา
ทำให้เกิดปัญหาขาดความอบอุ่นในครอบครัว แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น
การเสพย์ยาเสพติด การมีความก้าวร้าวรุนแรง เป็นต้น
๔)
กฎหมายด้านการกำกับดูแลสื่อประเภทต่าง ๆ
ที่มีลักษณะยั่วยุให้วัยรุ่นมีพฤติกรรมก้าวร้าว เช่น สื่ออินเตอร์เน็ต
สื่อประเภทวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ รวมถึงการแสดงออกของนักร้องนักแสดง
และสื่อมวลชนทุกประเภท
๒.
มาตรการด้านองค์กรตำรวจ
ควรให้ความช่วยเหลือเด็กนักเรียนนักศึกษา อย่างรวดเร็ว
เป็นที่พึ่งให้กับเด็กนักเรียนนักศึกษาได้ ควรมีศูนย์กลางการรับเรื่องราว
ซึ่งอาจเป็นกองสารวัตรนักเรียน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานย่อยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง อาทิ
กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน
๓. มาตรการด้านงานสารวัตรนักเรียน
และเครือข่ายสารวัตรนักเรียน ต้องมีบทบาทที่เข้มข้นในการให้ความคุ้มครองป้องกัน
และพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ให้แก่นักเรียนนักศึกษา
รวมทั้งการจัดให้มีศูนย์ฝึกปฏิบัติเพื่อการอบรมและให้การศึกษาด้านคุณธรรมจริยธรรม
รวมทั้งการอบรมให้นักเรียนนักศึกษาเป็นพลเมืองที่ดีในสังคมประชาธิปไตยและการมีจิตสาธารณะ
๔.
รัฐควรเร่งรัดออกพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กโดยด่วน
เพื่อเป็นหลักประกันการปกป้องคุ้มครองเด็กต่อไป
กฎหมายการทะเลาะวิวาท
การรักพวกรักพ้องเป็นของดี
พอมีเรื่องต่อยตีก็เข้าช่วย ก็ยังเป็นเรื่องดีอยู่นั่นแหละ เพียงแต่ที่ไปช่วยนั้นควรเป็นการช่วยห้ามช่วยแยกมากกว่าช่วยกระหน่ำให้อีกฝ่ายเพลี่ยงพล้ำแพ้ไป
มิเช่นนั้นอาจได้ข้อหาทางอาญาติดตัวมาให้กลุ้มใจได้
การตีกันหรือช่วยกันตีมีความผิดเบาะๆ
ก็แค่การทะเลาะวิวาท ถ้าทำในที่สาธารณะก็จะถูกปรับไม่เกินห้าร้อยบาท อาจดูน้อยไป
ถ้าเช่นนั้นลองดูข้อหาที่หนักหนากว่าหน่อยดูบ้าง
การทะเลาะวิวาทต่อสู้กันโดยมีการแสดงอาวุธหรือชักอาวุธขึ้นมา
ไม่ว่าจะมีการแทงการยิงหรือไม่ ก็ได้ข้อหาวิวาทที่อาจไม่เพียงถูกปรับแค่ห้าร้อยบาท
แต่อาจได้โทษจำคุกไม่เกินสิบวันติดมาด้วย แม้จะเพียงสิบวันก็คงไม่มีใครฝันอยากเข้าคุกแน่
ข้อหานี้ไม่จำกัดว่าต้องทำในที่สาธารณะเหมือนแบบแรกเท่านั้น
กฎหมายก็เอาโทษเอาทัณฑ์ได้หมด
หรือว่าโทษยังดูน้อยไป
การทะเลาะวิวาทขนาดใหญ่ก็มีโทษมากมายสูงขึ้นตามมา
เป็นต้นว่าถ้าไม่ใช่ทะเลาะวิวาทธรรมดา
แต่ว่าเป็นเรื่องชุลมุนต่อสู้กันแล้วมีการตายเกิดขึ้นจากการชุลมุนต่อสู้นั้น
โทษก็หนักเป็นการถูกจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
การยกพวกตีกันไม่สำคัญว่าฝ่ายใดจะเริ่มก่อน
แต่เมื่อชุลมุนแล้วก็เห็นภาพได้ว่าน่าจะพัลวันกันไปหมด
ไม่รู้ว่ามือใครเท้าใครหรือไม้จากมือคนไหนที่ฟาดเข้าใส่จนเกิดความตายขึ้นมา
แม้ว่าจะวงแตกแล้วจับมือใครดมไม่ได้ กฎหมายท่านก็กวาดเอาไว้ทั้งทีม
ความผิดในข้อหานี้ไม่มีข้อจำกัดว่าเราจะเป็นฝ่ายคนตายหรือไม่
ก็ต้องได้รับผิดไปเหมือนๆ กัน
อีกอย่างที่สำคัญก็คือคนที่ตายอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุลมุนต่อสู้กับเขาเลยก็ตามที
ขอให้มีความตายอันเกิดจากการชุลมุนนี้ก็มีคุกเป็นเดิมพันแล้ว
ส่วนที่ว่าชุลมุนต่อสู้ก็ไม่ต้องดูจำนวนคนมากมายหลายสิบ
เพียงมีการต่อสู้กันตั้งแต่สามคนขึ้นไปก็เรียกตามกฎหมายว่า
"ชุลมุนต่อสู้" แล้ว
กฎหมายไม่ได้ต้องการให้เอาตัวรอดไม่ห่วงความปลอดภัยของเพื่อน
ใช่ว่ามีเรื่องแล้ววิ่งหนีเอาตัวรอดปล่อยให้เพื่อนถูกซ้อมอยู่ตรงนั้น
การที่เกิดชกต่อยตบตีกันก็ต้องการคนมาห้ามมวยด้วย
หรือว่าเพื่อนถูกทำร้ายก็เข้าไปต่อสู้เพื่อป้องกันภัยให้เพื่อน
อย่างนี้กฎหมายท่านยกเว้นโทษให้ เพราะถือว่าเป็นการเข้าไปห้ามปรามหรือป้องกันตัว
นั่นหมายความว่า
ถ้าไม่ได้ความชัดว่าใครเป็นคนทำร้ายจนเกิดความตาย
ทำให้ไม่สามารถตั้งข้อหาว่าทำร้ายหรือเจตนาฆ่าได้
ก็มีความผิดฐานชุลมุนต่อสู้เป็นเหตุให้เกิดความตายขึ้นมา
แต่ถ้าได้ความว่าคนไหนเป็นคนทำให้ตายไม่เพียงได้จำคุกเพียงไม่กี่ปี
แต่มีความผิดฐานฆ่าคนตายหรือทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย
แล้วแต่ว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร และโทษที่ได้ในข้อหานี้มันหนักหนาทีเดียว
ส่วนพวกที่อยู่ในเหตุการณ์มีส่วนแค่ไหนก็รับผิดตามนั้นไป
ถ้าร่วมด้วยช่วยกันอัดเขาจนตายก็ถือว่าร่วมกันกระทำความผิดฐานนั้นๆ ไปด้วยกัน
จะเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนก็ว่ากันไป ถ้าเพียงไปชุลมุนมั่วซั่วกับเขาเท่านั้น
ก็รับโทษเพียงการชุลมุนต่อสู้จนเกิดความตายอย่างที่ว่าไว้ข้างต้นเท่านั้น
เรื่องทะเลาะวิวาทบาดหมางต่อกันเป็นเรื่องไม่ดี
ไม่มีกฎหมายฉบับไหนเป็นใจสนับสนุน
เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่สมเหตุสมผลและสมควรแก่กรณี ก็มีการยกเว้นโทษให้
อย่าคิดว่าเพียงยืนดูเป็นกำลังใจ สุดท้ายกลายเป็นอยู่กลางวงที่เขาตีกัน ความเสี่ยงที่จะได้โทษทัณฑ์ก็ตามมา
ผลกระทบต่อสังคม
1. เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสีย
ไม่เพียงแต่จะสร้างปัญหาให้กับตัวเองแล้ว
ยังทำให้สถาบันการศึกษาเสื่อมเสียชื่อเสียง
และที่สำคัญกว่านั้นคือเป็นปัญหาให้กับสังคมและคนรอบข้าง เพราะนอกจากนักเรียนโรงเรียนคู่อริจะได้รับบาดเจ็บแล้ว
คนส่วนหนึ่งที่ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยคือ คนที่โดนลูกหลงนั่นเอง
ซึ่งเราก็มักจะเห็นในข่าวอยู่เสมอว่า
คนที่ไม่รู้เรื่องหรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยมักจะได้รับบาดเจ็บ
บางรายถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาลนอนให้น้ำเกลือเป็นเดือนๆ บางรายถึงกับต้องเสียชีวิตไปเปล่าๆจากการทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่นเหล่านี้
2. นักเรียนหรือนักศึกษาที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวเป็นกลุ่มที่มีมโนภาพแห่งตนต่ำกว่านักเรียนอาชีวะทั่วไป
คือ มองภาพพจน์ตัวเองต่ำ รู้สึกมีปมด้อย ขาดการยอมรับจากสังคม และมีความวิตกกังวล
และกลุ่มเพื่อนที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาพฤติกรรมก้าวร้าว
และมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมก้าวร้าว กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
3. ก่อให้เกิดอาชญากรรมของเด็กวัยรุ่นที่กระทำต่อแท็กซี่และคนทั่วไปที่ไม่ได้รู้เรื่อง
เช่น เด็กจี้แท็กซี่เพราะต้องการเอาเงินไปเที่ยวกลางคืน การตี ฆ่า ข่มขืน เด็กแว้น
(เด็กกวนเมือง) ที่เกิดขึ้นทุกหัวระแหงของสังคมไทย หรือ
เด็กผู้หญิงตบตีกันแล้วถ่านคลิปเอาไว้ “โชว์พาว” ข่มขู่เด็กอื่นๆ
4. เป็นเหตุปัจจัยที่ซับซ้อนและใหญ่โตระดับโครงสร้างทางสังคม
ซึ่งไม่สามารถแก้ไขแต่เพียงตัวปัญหาหรือปรากฏการณ์ที่มองเห็นเท่านั้น
เหตุปัจจัยที่ว่านี้ได้แก่ ปัญหาด้านชีววิทยา / จิตวิทยาวัยรุ่น
ปัญหาการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัว ระบบการศึกษา อิทธิพลจากสื่อและโฆษณา
ปัญหาบริโภคนิยม
5. เมื่อเกิดปัญหาการทะเลาะวิวาท
สถาบันเหล่านี้จะถูกสร้างขึ้นโดยกระบวนการที่เป็นกลไกทางสังคมสั่งสมจนกลายเป็นประเพณีปฏิบัติสืบทอดกันมา
นอกจากนั้นการให้ความหมายหรือตีความ
โดยเฉพาะการให้ความหมายและการตีความต่อโลกและสังคมของการก่อเหตุทะเลาะวิวาท
จะเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นเมื่อดำเนินวิถีชีวิตอยู่ในสังคมวัยรุ่น
ปัญหาหลักของการทะเลาะวิวาทภายในโรงเรียน
ปัญหาทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่นในสังคมไทยเริ่มรุนแรงขึ้นทุกวันซึ่งบ้างก็มีทั้งที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์
และไม่เป็นข่าว
ซึ่งในแต่ละครั้งก็จะมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือบาดเจ็บกันทั้งสองฝ่าย
ทำให้สร้างความเดือดร้อนกับตัวผู้ก่อเหตุเองและผู้ปกครองของกลุ่มเด็กวัยรุ่น
ซึ่งที่ผ่านมาทางหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง
ก็ได้มีการหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอด
เพื่อลดและป้องกันทะเลาะวิวาทของกลุ่มวัยรุ่น
ปัญหานี้ได้สร้างความเสียหายทั้งกับตัวนักศึกษาเองและชื่อเสียงของสถาบันอีกด้วย
ปัจจุบันนี้ นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษามีการประกาศสงครามกันผ่านทางอินเตอร์เน็ตในเว็บไซต์ต่างๆ
โดยมีการเขียนคำท้าทาย หรือประกาศว่าจะยึดสัญลักษณ์ เช่น หัวเข็มขัด
ของสถาบันฝ่ายตรงข้ามให้ได้ รวมถึงใช้ถ้อยคำยั่วยุรุนแรงว่าจะ “เด็ดหัว” นักศึกษาสถาบันคู่อริ
ซึ่งในช่วงที่ใกล้วันสถาปนาของแต่ละสถาบันการทำสงครามทางอินเตอร์เน็ตยิ่งรุนแรง
และน่าเป็นห่วง
ซึ่งในปัจจุบันไม่เพียงแค่กลุ่มวัยรุ่นเท่านั้นยังเข้าไปถึงการทะเลาะวิวาทกันข้ามสถาบันอีกด้วย
การทะเลาะวิวาท ปะทะ ต่อสู้ เพื่อ "ศักดิ์ศรีสถาบัน" ของ
"นักศึกษาอาชีวะ" ได้กลายเป็น "ธรรมเนียมปฏิบัติ"
ที่ยากจะแก้ไข แต่ก็จำเป็นต้องแก้ เนื่องจากปัญหาดังกล่าวนอกจากจะสร้างความอกสั่นขวัญผวาให้แก่สังคม
ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตแล้ว
ยังสร้างความเสื่อมเสียและทำลายความน่าเชื่อถือให้กับสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็น
"เสาหลัก"
ของการผลิตทรัพยากรมนุษย์อันเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศอีกด้วย เหตุการณ์การทะเลาะวิวาท
ระหว่างนักศึกษาอาชีวะต่างสถาบันที่นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
โดยเมื่อไม่นานมานี้ได้เกิดกรณีการใช้อาวุธปืนไล่ยิงกันจนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น
ถือเป็น "ปัญหาเรื้อรัง" ที่สังคมต้องการหาหนทางเยียวยา
และแก้ไขอย่างเร่งด่วน
หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาการทะเลาะวิวาทของวัยรุ่น
หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาการทะเลาะวิวาทของวัยรุ่น
1. กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
2. กระทรวงศึกษาธิการ
3. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)
4. สถาบันการศึกษา
5. สํานักงานตํารวจแห่งชาติ
6. สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส
คนพิการและผู้สูงอายุ
แนวทางการแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทในโรงเรียนของวัยรุ่น
แนวทางการแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทในโรงเรียนของวัยรุ่น
- มาตรการส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัว
โดยการจัดอบรมบิดา มารดา ผู้ปกครองให้มีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะ
สามารถดูแลและส่งเสริมศักยภาพเด็กและเยาวชนได้อย่างเหมาะสมตามวัย
- มาตรการส่งเสริมศักยภาพประคองผ่านวัยในเด็กและเยาวชน
โดยการเสริมสร้างพัฒนาศักยภาพตามวัยด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์ทุกรูปแบบตั้งแต่วัยเด็ก
เยาวชนถึงวัยผู้ใหญ่ โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วม
ข้อเสนอแนะของกลุ่มในการแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของวัยรุ่น
1.
สร้างความสัมพันธ์ที่ดี
2.
รับฟังปัญหาเด็กเสมอ ไม่ตำหนิ
หรือสั่งสอนเร็วเกินไป ท่าทีเป็นกลาง
3.
เข้าใจปัญหา หาข้อมูลเพื่อให้รู้สาเหตุ
และแนวทางการแก้ไขปัญหา
4.
มองเด็กในแง่ดี มีความหวังในการแก้ปัญหาเสมอ
5.
กระตุ้นให้คิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง มีทางเลือกหลายๆทาง
วิเคราะห์ทางเลือกร่วมกัน
6.
ชี้แนะทางแก้ไขปัญหาในกรณีที่เด็กคิดไม่ออกด้วยตัวเอง
7.
เป็นแบบอย่างที่ดี
8.
ใช้กิจกรรมช่วย กีฬา ดนตรี ศิลปะ
กิจกรรมกลุ่ม
9.
ให้เพื่อนช่วยเพื่อน อธิบายให้เพื่อนเข้าใจกัน
ยอมรับและอยากช่วยเหลือกัน ไม่ตัวใครตัวมัน
10. ชมเชยเมื่อทำได้ดี
11. เมื่อทำผิด มีวิธีตักเตือน
ชักจูงให้อยากเปลี่ยนแปลงแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น
ให้เพื่อนช่วยเพื่อน
อธิบายให้เพื่อนเข้าใจกัน ยอมรับและ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






