วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
ปัญหาการทะเลาะวิวาทและการใช้ความรุนแรงของนักเรียน นักศึกษา
๑.
แนวทางการป้องกันและการแก้ไขปัญหาในระดับครอบครัว
พ่อ แม่
ควรได้รับการอบรมแนวทางที่ถูกต้องในการเลี้ยงดูลูก
และวิธีการสอนเชิงสร้างสรรค์ความคิด ควรประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูก
หากโรงเรียนใดเกิดปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนขึ้น ทางโรงเรียนควรเชิญพ่อแม่
ผู้ปกครอง มารับรู้พฤติกรรมของลูกของตนด้วยและควรจัดอบรมวิธีการเลี้ยงดูเด็กที่มีปัญหาทางครอบครัว
๒.
การใช้หลักศาสนามาช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหา
ควรมีหลักสูตรศาสนากำหนดไว้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการและมีตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิทางศาสนาเป็นอัตราบรรจุในแต่ละโรงเรียน
เพื่อทำหน้าที่สอนศาสนาให้กับนักเรียนนักศึกษา
ควรมีหนังสือธรรมะที่ง่ายต่อการอ่านและความเข้าใจ
ความสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เช่น นิทานธรรมะสำหรับเด็ก หนังสือมงคลชีวิต
เป็นต้น
๓.
แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาภายในโรงเรียน
๑) ด้านหลักสูตร
ควรมีการบูรณาการเรื่องศีลธรรมลงไปในทุกวิชา
เพื่อจะได้เป็นการสอดแทรกธรรมะเข้าไปในจิตใจของนักเรียนตลอดเวลา
และก่อนเรียนหนังสือทุกวิชาต้องให้นักเรียนนั่งสมาธิก่อน ๕ นาที
เพื่อปรับใจของนักเรียนให้พร้อมที่จะรับรู้สิ่งที่จะได้เรียนต่อไป เน้นสอนเด็กให้มีความรับผิดชอบต่อตนเองครอบครัว
สังคม และประเทศชาติ
๒)
ด้านมาตรการป้องกันภายในโรงเรียน
ตรวจค้นอาวุธนักเรียนนักศึกษาทุกวัน
โดยมอบหมายให้ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการตามกฎหมาย ครูต้องเข้มงวดมากขึ้น ในการสอน อบรม
ทำโทษเด็ก หลังการถูกจับ ครูต้องทำโทษ เช่น ทำทัณฑ์บน
โรงเรียนต้องมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น
หรือลงโทษด้วยการให้บำเพ็ญประโยชน์ภายในเวลาที่กำหนด แทนการลงโทษทางอาญา
โดยทำเหมือนกันทุกโรงเรียน
๓)
โรงเรียนควรมีการประสานความร่วมมือกับฝ่ายต่าง ๆ ดังนี้
ให้สถาบันการศึกษาส่งรายละเอียดกิจกรรมสำคัญของสถาบันที่จะดำเนินการ
ให้กับตำรวจล่วงหน้า ๒ อาทิตย์
เพื่อให้ตำรวจได้สืบสวนหาข่าวและวางแผนการป้องกันการก่อเหตุทะเลาะวิวาท
ประสานงานกับโรงเรียนอื่น
ๆ โดยจัดทำทะเบียนประวัตินักเรียนนักศึกษาที่เป็นกลุ่มเสี่ยง
และแจกจ่ายไปตามโรงเรียนต่าง ๆ นำกลุ่มเสี่ยงของแต่ละโรงเรียนมาพบปะและสัมมนากัน
๔)
ด้านตัวของนักศึกษา
ให้มีกลุ่มเครือข่ายคนดี
หรือกลุ่มเครือข่ายวัยรุ่นคุณธรรม
หรือกลุ่มนักเรียนต้นแบบในโรงเรียนคอยสอดส่องและส่งข่าวความเคลื่อนไหวต่าง ๆ
ภายในโรงเรียน สร้างสังคมให้ยอมรับ ส่งเสริม สนับสนุนคนทำความดี
๕)
ด้านการจัดกิจกรรมและบำเพ็ญประโยชน์
จัดให้มีกิจกรรมทั้งภายในและภายนอกสถาบันการศึกษา
เป็นกิจกรรมที่เน้นการพัฒนาจิตใจด้านศีลธรรม ผ่อนคลาย ระบายความเครียดจากการเรียน
ได้ปลดปล่อยเรี่ยวแรงกำลังออกมาอย่างสร้างสรรค์ เช่น การสอบตอบปัญหาธรรมะชิงทุนการศึกษา
การพัฒนาวัดที่อยู่ใกล้เคียง หรือโรงเรียนของตน การแข่งกีฬาสี เป็นต้น
๔.
แนวทางในการฝึกอบรมระเบียบวินัย
จัดโครงการอบรมเยาวชนกลุ่มที่มีปัญหาเป็นพิเศษ
โดยเข้าฝึกวิชาทหาร ๑ ปี หรือ บวช ๑ ปี โดยอนุญาตให้พักการศึกษาได้
จัดกิจกรรมการฝึกวินัยช่วงเปิดเทอมในภาคเรียนที่ ๑
ให้กับเด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมต้นจนถึงมัธยมปลาย หรือ ปวช. ทุกวัน ๆ ละ ๑
ชั่วโมง โดยให้ทหารมาเป็นครูฝึก นักเรียนตั้งแต่ระดับ ม. ๔ หรือ ปวช. ๑
ทุกคนต้องผ่านการศึกษาวิชาทหารโดยไม่มีข้อยกเว้น
๕.
มาตรการที่สังคมควรช่วยป้องกันและแก้ไข
ต้องแก้ไขปัญหาตั้งแต่รากหญ้า คือ
สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา
ที่จะต้องมีการจัดระบบการดูแลเด็กให้สอดรับกัน
สังคมต้องยอมรับส่งเสริมและประชาสัมพันธ์
สถาบันการศึกษาที่ผลิตเด็กนักเรียนนักศึกษาที่อยู่ในระเบียบวินัย ให้เข้าทำงานตามที่ต่าง
ๆ ต้องแก้ปัญหาเรื่องเพศให้ลดลง เพราะเรื่องนี้มักเป็นต้นเหตุของเรื่องร้ายแรงอื่น
ๆ ตามมาอีกมากมาย
การลงข่าวของสื่อมวลชนควรอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม
ไม่ควรลงข่าวจนทำให้เด็กนักเรียนเกิดความคิดคึกคะนอง อยากดัง
จากการเป็นข่าวใหญ่ในสังคม เช่น การลงข่าวการทะเลาะวิวาทกันในข่าวพาดหัวหน้า ๑
หนังสือพิมพ์ เป็นต้น
ไม่ควรลงข่าวโดยระบุชื่อสถาบันการศึกษาอย่างชัดเจนเพราะจะเป็นการยั่วยุให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน
ควบคุมคุณภาพการผลิตสื่อมวลชนทุกชนิดทุกประเภท
มีสายตรงแจ้งเบาะแสเมื่อมีการเริ่มก่อตัวก่อเหตุทะเลาะวิวาทของเยาวชน
๖.
มาตรการการแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทเชิงนโยบาย
สรุปมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทและการใช้ความรุนแรงของนักเรียนนักศึกษาเชิงนโยบายต่อรัฐ
ดังนี้
๑.
มาตรการด้านกฎหมาย
จากการศึกษาพบว่ามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันมิให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทและการใช้ความรุนแรงของนักเรียนนักศึกษา
ควรพิจารณาเสนอกฎหมายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลดังนี้
๑)
กฎหมายด้านการจำหน่ายและการพกพาอาวุธ
ควรมีกฎหมายควบคุมประเภทของอาวุธที่จำหน่ายได้และการตรวจตราใบอนุญาตอย่างจริงจัง
ควรเพิ่มโทษของการพกพาอาวุธให้หนักยิ่งขึ้น
เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาเกรงกลัวต่อความผิด
๒)
กฎหมายด้านการห้ามนักเรียนนักศึกษาดื่มหรือจัดหาซื้อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขึ้น
เมื่อเด็กนักเรียนนักศึกษาเสพย์เข้าไปแล้วทำให้เกิดความกล้า
ขาดสติยั้งคิดและสามารถก่อเหตุร้ายได้ตลอดเวลา
๓)
กฎหมายลงโทษผู้ปกครองที่ปล่อยปละละเลย
มิได้กำกับดูแลพฤติกรรมของเด็กนักเรียนนักศึกษา
ทำให้เกิดปัญหาขาดความอบอุ่นในครอบครัว แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น
การเสพย์ยาเสพติด การมีความก้าวร้าวรุนแรง เป็นต้น
๔)
กฎหมายด้านการกำกับดูแลสื่อประเภทต่าง ๆ
ที่มีลักษณะยั่วยุให้วัยรุ่นมีพฤติกรรมก้าวร้าว เช่น สื่ออินเตอร์เน็ต
สื่อประเภทวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ รวมถึงการแสดงออกของนักร้องนักแสดง
และสื่อมวลชนทุกประเภท
๒.
มาตรการด้านองค์กรตำรวจ
ควรให้ความช่วยเหลือเด็กนักเรียนนักศึกษา อย่างรวดเร็ว
เป็นที่พึ่งให้กับเด็กนักเรียนนักศึกษาได้ ควรมีศูนย์กลางการรับเรื่องราว
ซึ่งอาจเป็นกองสารวัตรนักเรียน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานย่อยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง อาทิ
กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน
๓. มาตรการด้านงานสารวัตรนักเรียน
และเครือข่ายสารวัตรนักเรียน ต้องมีบทบาทที่เข้มข้นในการให้ความคุ้มครองป้องกัน
และพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ให้แก่นักเรียนนักศึกษา
รวมทั้งการจัดให้มีศูนย์ฝึกปฏิบัติเพื่อการอบรมและให้การศึกษาด้านคุณธรรมจริยธรรม
รวมทั้งการอบรมให้นักเรียนนักศึกษาเป็นพลเมืองที่ดีในสังคมประชาธิปไตยและการมีจิตสาธารณะ
๔.
รัฐควรเร่งรัดออกพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กโดยด่วน
เพื่อเป็นหลักประกันการปกป้องคุ้มครองเด็กต่อไป
กฎหมายการทะเลาะวิวาท
การรักพวกรักพ้องเป็นของดี
พอมีเรื่องต่อยตีก็เข้าช่วย ก็ยังเป็นเรื่องดีอยู่นั่นแหละ เพียงแต่ที่ไปช่วยนั้นควรเป็นการช่วยห้ามช่วยแยกมากกว่าช่วยกระหน่ำให้อีกฝ่ายเพลี่ยงพล้ำแพ้ไป
มิเช่นนั้นอาจได้ข้อหาทางอาญาติดตัวมาให้กลุ้มใจได้
การตีกันหรือช่วยกันตีมีความผิดเบาะๆ
ก็แค่การทะเลาะวิวาท ถ้าทำในที่สาธารณะก็จะถูกปรับไม่เกินห้าร้อยบาท อาจดูน้อยไป
ถ้าเช่นนั้นลองดูข้อหาที่หนักหนากว่าหน่อยดูบ้าง
การทะเลาะวิวาทต่อสู้กันโดยมีการแสดงอาวุธหรือชักอาวุธขึ้นมา
ไม่ว่าจะมีการแทงการยิงหรือไม่ ก็ได้ข้อหาวิวาทที่อาจไม่เพียงถูกปรับแค่ห้าร้อยบาท
แต่อาจได้โทษจำคุกไม่เกินสิบวันติดมาด้วย แม้จะเพียงสิบวันก็คงไม่มีใครฝันอยากเข้าคุกแน่
ข้อหานี้ไม่จำกัดว่าต้องทำในที่สาธารณะเหมือนแบบแรกเท่านั้น
กฎหมายก็เอาโทษเอาทัณฑ์ได้หมด
หรือว่าโทษยังดูน้อยไป
การทะเลาะวิวาทขนาดใหญ่ก็มีโทษมากมายสูงขึ้นตามมา
เป็นต้นว่าถ้าไม่ใช่ทะเลาะวิวาทธรรมดา
แต่ว่าเป็นเรื่องชุลมุนต่อสู้กันแล้วมีการตายเกิดขึ้นจากการชุลมุนต่อสู้นั้น
โทษก็หนักเป็นการถูกจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
การยกพวกตีกันไม่สำคัญว่าฝ่ายใดจะเริ่มก่อน
แต่เมื่อชุลมุนแล้วก็เห็นภาพได้ว่าน่าจะพัลวันกันไปหมด
ไม่รู้ว่ามือใครเท้าใครหรือไม้จากมือคนไหนที่ฟาดเข้าใส่จนเกิดความตายขึ้นมา
แม้ว่าจะวงแตกแล้วจับมือใครดมไม่ได้ กฎหมายท่านก็กวาดเอาไว้ทั้งทีม
ความผิดในข้อหานี้ไม่มีข้อจำกัดว่าเราจะเป็นฝ่ายคนตายหรือไม่
ก็ต้องได้รับผิดไปเหมือนๆ กัน
อีกอย่างที่สำคัญก็คือคนที่ตายอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุลมุนต่อสู้กับเขาเลยก็ตามที
ขอให้มีความตายอันเกิดจากการชุลมุนนี้ก็มีคุกเป็นเดิมพันแล้ว
ส่วนที่ว่าชุลมุนต่อสู้ก็ไม่ต้องดูจำนวนคนมากมายหลายสิบ
เพียงมีการต่อสู้กันตั้งแต่สามคนขึ้นไปก็เรียกตามกฎหมายว่า
"ชุลมุนต่อสู้" แล้ว
กฎหมายไม่ได้ต้องการให้เอาตัวรอดไม่ห่วงความปลอดภัยของเพื่อน
ใช่ว่ามีเรื่องแล้ววิ่งหนีเอาตัวรอดปล่อยให้เพื่อนถูกซ้อมอยู่ตรงนั้น
การที่เกิดชกต่อยตบตีกันก็ต้องการคนมาห้ามมวยด้วย
หรือว่าเพื่อนถูกทำร้ายก็เข้าไปต่อสู้เพื่อป้องกันภัยให้เพื่อน
อย่างนี้กฎหมายท่านยกเว้นโทษให้ เพราะถือว่าเป็นการเข้าไปห้ามปรามหรือป้องกันตัว
นั่นหมายความว่า
ถ้าไม่ได้ความชัดว่าใครเป็นคนทำร้ายจนเกิดความตาย
ทำให้ไม่สามารถตั้งข้อหาว่าทำร้ายหรือเจตนาฆ่าได้
ก็มีความผิดฐานชุลมุนต่อสู้เป็นเหตุให้เกิดความตายขึ้นมา
แต่ถ้าได้ความว่าคนไหนเป็นคนทำให้ตายไม่เพียงได้จำคุกเพียงไม่กี่ปี
แต่มีความผิดฐานฆ่าคนตายหรือทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย
แล้วแต่ว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร และโทษที่ได้ในข้อหานี้มันหนักหนาทีเดียว
ส่วนพวกที่อยู่ในเหตุการณ์มีส่วนแค่ไหนก็รับผิดตามนั้นไป
ถ้าร่วมด้วยช่วยกันอัดเขาจนตายก็ถือว่าร่วมกันกระทำความผิดฐานนั้นๆ ไปด้วยกัน
จะเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนก็ว่ากันไป ถ้าเพียงไปชุลมุนมั่วซั่วกับเขาเท่านั้น
ก็รับโทษเพียงการชุลมุนต่อสู้จนเกิดความตายอย่างที่ว่าไว้ข้างต้นเท่านั้น
เรื่องทะเลาะวิวาทบาดหมางต่อกันเป็นเรื่องไม่ดี
ไม่มีกฎหมายฉบับไหนเป็นใจสนับสนุน
เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่สมเหตุสมผลและสมควรแก่กรณี ก็มีการยกเว้นโทษให้
อย่าคิดว่าเพียงยืนดูเป็นกำลังใจ สุดท้ายกลายเป็นอยู่กลางวงที่เขาตีกัน ความเสี่ยงที่จะได้โทษทัณฑ์ก็ตามมา
ผลกระทบต่อสังคม
1. เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสีย
ไม่เพียงแต่จะสร้างปัญหาให้กับตัวเองแล้ว
ยังทำให้สถาบันการศึกษาเสื่อมเสียชื่อเสียง
และที่สำคัญกว่านั้นคือเป็นปัญหาให้กับสังคมและคนรอบข้าง เพราะนอกจากนักเรียนโรงเรียนคู่อริจะได้รับบาดเจ็บแล้ว
คนส่วนหนึ่งที่ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยคือ คนที่โดนลูกหลงนั่นเอง
ซึ่งเราก็มักจะเห็นในข่าวอยู่เสมอว่า
คนที่ไม่รู้เรื่องหรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยมักจะได้รับบาดเจ็บ
บางรายถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาลนอนให้น้ำเกลือเป็นเดือนๆ บางรายถึงกับต้องเสียชีวิตไปเปล่าๆจากการทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่นเหล่านี้
2. นักเรียนหรือนักศึกษาที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวเป็นกลุ่มที่มีมโนภาพแห่งตนต่ำกว่านักเรียนอาชีวะทั่วไป
คือ มองภาพพจน์ตัวเองต่ำ รู้สึกมีปมด้อย ขาดการยอมรับจากสังคม และมีความวิตกกังวล
และกลุ่มเพื่อนที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาพฤติกรรมก้าวร้าว
และมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมก้าวร้าว กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
3. ก่อให้เกิดอาชญากรรมของเด็กวัยรุ่นที่กระทำต่อแท็กซี่และคนทั่วไปที่ไม่ได้รู้เรื่อง
เช่น เด็กจี้แท็กซี่เพราะต้องการเอาเงินไปเที่ยวกลางคืน การตี ฆ่า ข่มขืน เด็กแว้น
(เด็กกวนเมือง) ที่เกิดขึ้นทุกหัวระแหงของสังคมไทย หรือ
เด็กผู้หญิงตบตีกันแล้วถ่านคลิปเอาไว้ “โชว์พาว” ข่มขู่เด็กอื่นๆ
4. เป็นเหตุปัจจัยที่ซับซ้อนและใหญ่โตระดับโครงสร้างทางสังคม
ซึ่งไม่สามารถแก้ไขแต่เพียงตัวปัญหาหรือปรากฏการณ์ที่มองเห็นเท่านั้น
เหตุปัจจัยที่ว่านี้ได้แก่ ปัญหาด้านชีววิทยา / จิตวิทยาวัยรุ่น
ปัญหาการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัว ระบบการศึกษา อิทธิพลจากสื่อและโฆษณา
ปัญหาบริโภคนิยม
5. เมื่อเกิดปัญหาการทะเลาะวิวาท
สถาบันเหล่านี้จะถูกสร้างขึ้นโดยกระบวนการที่เป็นกลไกทางสังคมสั่งสมจนกลายเป็นประเพณีปฏิบัติสืบทอดกันมา
นอกจากนั้นการให้ความหมายหรือตีความ
โดยเฉพาะการให้ความหมายและการตีความต่อโลกและสังคมของการก่อเหตุทะเลาะวิวาท
จะเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นเมื่อดำเนินวิถีชีวิตอยู่ในสังคมวัยรุ่น
ปัญหาหลักของการทะเลาะวิวาทภายในโรงเรียน
ปัญหาทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่นในสังคมไทยเริ่มรุนแรงขึ้นทุกวันซึ่งบ้างก็มีทั้งที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์
และไม่เป็นข่าว
ซึ่งในแต่ละครั้งก็จะมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือบาดเจ็บกันทั้งสองฝ่าย
ทำให้สร้างความเดือดร้อนกับตัวผู้ก่อเหตุเองและผู้ปกครองของกลุ่มเด็กวัยรุ่น
ซึ่งที่ผ่านมาทางหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง
ก็ได้มีการหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอด
เพื่อลดและป้องกันทะเลาะวิวาทของกลุ่มวัยรุ่น
ปัญหานี้ได้สร้างความเสียหายทั้งกับตัวนักศึกษาเองและชื่อเสียงของสถาบันอีกด้วย
ปัจจุบันนี้ นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษามีการประกาศสงครามกันผ่านทางอินเตอร์เน็ตในเว็บไซต์ต่างๆ
โดยมีการเขียนคำท้าทาย หรือประกาศว่าจะยึดสัญลักษณ์ เช่น หัวเข็มขัด
ของสถาบันฝ่ายตรงข้ามให้ได้ รวมถึงใช้ถ้อยคำยั่วยุรุนแรงว่าจะ “เด็ดหัว” นักศึกษาสถาบันคู่อริ
ซึ่งในช่วงที่ใกล้วันสถาปนาของแต่ละสถาบันการทำสงครามทางอินเตอร์เน็ตยิ่งรุนแรง
และน่าเป็นห่วง
ซึ่งในปัจจุบันไม่เพียงแค่กลุ่มวัยรุ่นเท่านั้นยังเข้าไปถึงการทะเลาะวิวาทกันข้ามสถาบันอีกด้วย
การทะเลาะวิวาท ปะทะ ต่อสู้ เพื่อ "ศักดิ์ศรีสถาบัน" ของ
"นักศึกษาอาชีวะ" ได้กลายเป็น "ธรรมเนียมปฏิบัติ"
ที่ยากจะแก้ไข แต่ก็จำเป็นต้องแก้ เนื่องจากปัญหาดังกล่าวนอกจากจะสร้างความอกสั่นขวัญผวาให้แก่สังคม
ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตแล้ว
ยังสร้างความเสื่อมเสียและทำลายความน่าเชื่อถือให้กับสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็น
"เสาหลัก"
ของการผลิตทรัพยากรมนุษย์อันเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศอีกด้วย เหตุการณ์การทะเลาะวิวาท
ระหว่างนักศึกษาอาชีวะต่างสถาบันที่นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
โดยเมื่อไม่นานมานี้ได้เกิดกรณีการใช้อาวุธปืนไล่ยิงกันจนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น
ถือเป็น "ปัญหาเรื้อรัง" ที่สังคมต้องการหาหนทางเยียวยา
และแก้ไขอย่างเร่งด่วน
หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาการทะเลาะวิวาทของวัยรุ่น
หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาการทะเลาะวิวาทของวัยรุ่น
1. กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
2. กระทรวงศึกษาธิการ
3. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)
4. สถาบันการศึกษา
5. สํานักงานตํารวจแห่งชาติ
6. สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส
คนพิการและผู้สูงอายุ
แนวทางการแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทในโรงเรียนของวัยรุ่น
แนวทางการแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทในโรงเรียนของวัยรุ่น
- มาตรการส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัว
โดยการจัดอบรมบิดา มารดา ผู้ปกครองให้มีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะ
สามารถดูแลและส่งเสริมศักยภาพเด็กและเยาวชนได้อย่างเหมาะสมตามวัย
- มาตรการส่งเสริมศักยภาพประคองผ่านวัยในเด็กและเยาวชน
โดยการเสริมสร้างพัฒนาศักยภาพตามวัยด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์ทุกรูปแบบตั้งแต่วัยเด็ก
เยาวชนถึงวัยผู้ใหญ่ โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วม
ข้อเสนอแนะของกลุ่มในการแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของวัยรุ่น
1.
สร้างความสัมพันธ์ที่ดี
2.
รับฟังปัญหาเด็กเสมอ ไม่ตำหนิ
หรือสั่งสอนเร็วเกินไป ท่าทีเป็นกลาง
3.
เข้าใจปัญหา หาข้อมูลเพื่อให้รู้สาเหตุ
และแนวทางการแก้ไขปัญหา
4.
มองเด็กในแง่ดี มีความหวังในการแก้ปัญหาเสมอ
5.
กระตุ้นให้คิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง มีทางเลือกหลายๆทาง
วิเคราะห์ทางเลือกร่วมกัน
6.
ชี้แนะทางแก้ไขปัญหาในกรณีที่เด็กคิดไม่ออกด้วยตัวเอง
7.
เป็นแบบอย่างที่ดี
8.
ใช้กิจกรรมช่วย กีฬา ดนตรี ศิลปะ
กิจกรรมกลุ่ม
9.
ให้เพื่อนช่วยเพื่อน อธิบายให้เพื่อนเข้าใจกัน
ยอมรับและอยากช่วยเหลือกัน ไม่ตัวใครตัวมัน
10. ชมเชยเมื่อทำได้ดี
11. เมื่อทำผิด มีวิธีตักเตือน
ชักจูงให้อยากเปลี่ยนแปลงแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น
ให้เพื่อนช่วยเพื่อน
อธิบายให้เพื่อนเข้าใจกัน ยอมรับและผลกระทบจากความขัดแย้งภายในโรงเรียน
อผลกระทบจากความขัดแย้งภายในโรงเรียน
- ทำให้เกิดการทำร้ายร่างกายกัน
จนทำให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ พิการ ทุพพลภาพ
หรืออาจ
เสียชีวิต
- เกิดความไม่สงบสุขในสังคม
ส่งผลกระทบต่อผู้อื่น อาจทำให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับ
ความเดือดร้อน
บาดเจ็บ เสียชีวิต และทรัพย์สินเสียหาย
- ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองคนหรือคนกลุ่มเล็ก
อาจทำให้เกิดการชักชวนคนอื่นๆ
มาร่วม ทะเลาะวิวาท
ทำให้เหตุการณ์ขยายวงกว้างขึ้น
สมมุติฐานและสาเหตุ
สมมุติฐาน
- ค่านิยมของวัยรุ่นที่ผิดมีผลต่อการทะเลาะวิวาทกันภายในโรงเรียน
- ถ้าปัญหาการทะเลาะวิวาทกันในโรงเรียนหมดไป
ปัญหาต่างๆที่เกี่ยวข้องจะหมดไปด้วย
สาเหตุ
- เกิดจากความต้องการอวดให้รุ่นน้องเห็น
- เกิดจากการเป็นศัตรูคู่อริ
- เกิดจากความรู้สึกเสียศักดิ์ศรี
- เกิดจากเทศกาล
ประเด็นคำถามการทะเลาะวิวาทภายในโรงเรียน
ประเด็นคำถาม
·
สาเหตุของการทะเลาะวิวาทในโรงเรียนเกิดขึ้นอย่างไร
·
คิดว่าเราควรแก้ปัญหาที่จุดไหน
·
ผู้ที่ให้สัมภาษณ์เคยมีเหตุทะเลาะวิวาทมั้ย
·
ถ้าเพื่อนเกิดเหตุการทะเลาะวิวาทคุณจะทำอย่างไร
·
คุณคิดว่ามีวิธีการหลีกเลี่ยงปัญหาทะเลาะวิวาทอย่างไร
·
เหตุการณ์ทะเลาะวิวาทสามารถเกิดได้ที่ไหน
·
ปัญหาหลักๆของการทะเลาะวิวาทมักเกิดจากอะไรมากที่สุดในปัจจุบัน
·
ถ้าปัญหาเกิดกับคุณ
คุณจะทำอย่างไร
·
หลังจากการเกิดเหตุทะเลาะวิวาทแล้ว
จะเกิดขึ้นซ้ำอีกได้หรือไม่
·
เมื่อเกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทแบบซ้ำๆ
คุณจะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร
ประเด็นคำถามการทะเลาะวิวาทภายในโรงเรียน
ประเด็นคำถาม
- สาเหตุของการทะเลาะวิวาทในโรงเรียนเกิดขึ้นอย่างไร
- คิดว่าเราควรแก้ปัญหาที่จุดไหน
- ผู้ที่ให้สัมภาษณ์เคยมีเหตุทะเลาะวิวาทมั้ย
- ถ้าเพื่อนเกิดเหตุการทะเลาะวิวาทคุณจะทำอย่างไร
- คุณคิดว่ามีวิธีการหลีกเลี่ยงปัญหาทะเลาะวิวาทอย่างไร
- เหตุการณ์ทะเลาะวิวาทสามารถเกิดได้ที่ไหน
- ปัญหาหลักๆของการทะเลาะวิวาทมักเกิดจากอะไรมากที่สุดในปัจจุบัน
- ถ้าปัญหาเกิดกับคุณ คุณจะทำอย่างไร
- หลังจากการเกิดเหตุทะเลาะวิวาทแล้ว จะเกิดขึ้นซ้ำอีกได้หรือไม่
- เมื่อเกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทแบบซ้ำๆ คุณจะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร
วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
องค์ประกอบและหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ จะทำงานได้ต้องประกอบไปด้วยส่วนสำคัญ 5 ส่วนด้วยกันคือ
1. หน่วยรับเข้า (Input Unit)
2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)
3. หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit)
4. หน่วยความจำรอง (Secondary Memory Unit)
5. หน่วยแสดงผล (Output Unit)
หน่วยรับเข้า (Input Unit)
คอมพิวเตอร์ จะทำงานได้ต้องประกอบไปด้วยส่วนสำคัญ 5 ส่วนด้วยกันคือ
1. หน่วยรับเข้า (Input Unit)
2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)
3. หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit)
4. หน่วยความจำรอง (Secondary Memory Unit)
5. หน่วยแสดงผล (Output Unit)
หน่วยรับเข้า (Input Unit)
ทำหน้าที่รับข้อมูลคำสั่งจากผู้ใช้ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อนำไปประมวลผล
ข้อมูลที่รับเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์มีหลากหลาย เช่น ตัวอักษร, ตัวเลข, รูปภาพ, เสียง เป็นต้น
โดยผ่านอุปกรณ์สำหรับนำเข้าข้อมูลรูปแบบต่างๆ เมาส์, คีย์บอร์ด, เครื่องอ่านพิกัด, เครื่องอ่านรหัสแท่ง,
เครื่องสแกน, กล้องดิจิทัล, ไมโครโฟน
หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)
ทำหน้าที่ประมวลผล คำนวณ และควบคุมการทำงานต่างๆ ของระบบคอมพิวเตอร์
1. หน่วยควบคุม (Control Unit : CU)
ทำหน้าที่อ่านคำสั่ง สั่งงาน และควบคุมการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด
2. หน่วยคำนวณตรรกะ (Arithmetic and Logic Unit : ALU)
ทำหน้าที่คำนวณด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์ เช่น บวก ลบ คูณ หาร การเปรียบเทียบข้อมูลมากกว่า น้อยกว่า
หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit)
เป็นหน่วยความจำที่บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ได้บรรจุชิปหน่วยความจำแบบติดตั้งถาวร หรือไบออส
เป็นหน่วยเก็บข้อมูลก่อนนำไปประมวลผล เก็บคำสั่งโปรแกรมขณะใช้งาน
และเก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลก่อนนำไปแสดงผล หน่วยความจำหลักแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1. หน่วยความจำหลักแบบอ่านได้อย่างเดียว (Read Only Memory : ROM)
(Basic Input Output System : BIOS) ไว้บนแผงวงจรหลักเรียบร้อยแล้ว โดยข้อมูลที่บรรจุลงไป
ในหน่วยความจำจะยังคงอยู่แม้จะปิดเครื่องไปแล้ว แต่ไม่สามารถบรรจุข้อมูลเพิ่มเติมลงไปได้
2. หน่วยความจำหลักแบบแก้ไขได้ (Random Access Memory : RAM)
เป็นหน่วยความจำที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูลและคำสั่ง มีหน้าที่จดจำคำสั่งที่เป็นโปรแกรมและข้อมูลที่จะทำการประมวลผล หากเกิดไฟฟ้าดับหรือไม่มีกระแสไฟฟ้าข้อมูลที่อยู่ภายในจะหายไปทั้งหมด
เป็นหน่วยความจำที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูลและคำสั่ง มีหน้าที่จดจำคำสั่งที่เป็นโปรแกรมและข้อมูลที่จะทำการประมวลผล หากเกิดไฟฟ้าดับหรือไม่มีกระแสไฟฟ้าข้อมูลที่อยู่ภายในจะหายไปทั้งหมด
หน่วยความจำรอง (Secondary Memory Unit)
เป็นหน่วยความจำที่สามารถรักษาข้อมูลได้ตลอดไป ไม่มีทางสูญหายหลังจากเปิดเรื่องคอมพิวเตอร์แล้ว
เป็นหน่วยความจำที่สามารถรักษาข้อมูลได้ตลอดไป ไม่มีทางสูญหายหลังจากเปิดเรื่องคอมพิวเตอร์แล้ว
หน่วยส่งออก (Output Unit)
เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ออกมาให้ผู้ใช้งานสามารถรับรู้ได้ตามต้องการ ซึ่งการส่งออกเป็น
เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ออกมาให้ผู้ใช้งานสามารถรับรู้ได้ตามต้องการ ซึ่งการส่งออกเป็น
ผลัพธ์สามาถส่งออกได้หลายรูปแบบ เช่น ภาพ, เอกสาร, เสียง และอุปกรณ์ที่สามารถแสดงผลลัพธ์ก็
มีหลายนิด เช่น ลำโพง, จอมอนิเตอร์, เครื่องฉายโปรเจ็คเตอร์, เครื่องพิมพ์ เป็นต้น
หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
การทำงานของคอมพิวเตอร์เริ่มต้นจากผู้ใช้งานป้อนข้อมูล หรือคำสั่งผ่านอุปกรณ์รับข้อมูล (Input Unit)
การทำงานของคอมพิวเตอร์เริ่มต้นจากผู้ใช้งานป้อนข้อมูล หรือคำสั่งผ่านอุปกรณ์รับข้อมูล (Input Unit)
ไปประมวลผล (Central Processing Unit) เพื่อประมวลผลตามข้อมูลหรือคำสั่งที่ได้รับ อาจมีการ
เก็บข้อมูลไว้ในหน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit) เพื่อการประมวลผล แล้วแสดงผลลัพธ์ผ่านทาง
อุปกรณ์แสดงผล (Output Unit) ชนิดต่างๆ หากผู้ใช้ต้องการการบันทึกข้อมูลเก็บไว้ ก็จะทำ
การบันทึกข้อมูลลงหน่วยความจำรอง (Secondary Memory Unit) ชนิดต่างๆ ต่อไป
การแทนที่ข้อมูลในคอมพิวเตอร์
ข้อมูลต่างๆ ที่เก็บภายในเครื่องคอมพิวเตอร์จะเก็บอยู่ในรูปแบบเลขฐาน 2 คือ 0 และ 1 ไม่ใช่อย่างที่เราเห็น
ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ เพลง ข้อความ ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ โดยข้อมูลเลขฐาน 2 ที่ถูกเก็บไว้
เมื่อมีการเรียกใช้งานคอมพิวเตอร์จะทำการประมวลผลตัวเลขฐาน 2 ของข้อมูลนั้นๆ แล้วแสดงผล
ออกมาให้เราได้รับรู้ เช่น รูปภาพ เพลง ข้อความ ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ
1. บิต (bit)
เป็นส่วนที่เล็กที่สุดของการเก็บข้อมูล เลขฐาน 2 คือ 0 และ 1 จำนวน 1 ตัว จะเรียกว่า 1 บิต เช่น 1001 จะเรียกว่า 4 บิต หากเปรียบเสมือนหลอดไฟ 0 หมายถึงปิดไฟ, 1 หมายถึงเปิดไฟ
2. ไบต์ (byte)
เกิดจากเลขฐาน 2 จำนวน 8 ตัวเรียงกัน หรือ 8 บิต นั่นเอง เข้าใจง่ายๆ คือ 8 บิต = 1 ไบต์ เช่น 10011001 1. บิต (bit)
เป็นส่วนที่เล็กที่สุดของการเก็บข้อมูล เลขฐาน 2 คือ 0 และ 1 จำนวน 1 ตัว จะเรียกว่า 1 บิต เช่น 1001 จะเรียกว่า 4 บิต หากเปรียบเสมือนหลอดไฟ 0 หมายถึงปิดไฟ, 1 หมายถึงเปิดไฟ
2. ไบต์ (byte)
แบบนี้เรียกว่า 1 ไบต์ ซึ่งตัวเลขจำนวน 8 หลักนี้ จะได้ค่าที่แตกต่างกันถึง 256 ค่า 1 ไบต์ มีชื่อเรียกอีก
ชื่อหนึ่งว่า ออกเทต (octet) แต่ถ้า 4 บิต จะมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า นิบเบิล (nibble)
เป็นรหัสที่พัฒนาโดยบริษัท IBM เพื่อใช้กับรบบปฏิบัติการขนาดใหญ่ เช่น OS-390 สำหรับ
เครื่องแม่ข่าย S/390 ถูกนำมาใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของ IBM ทั้งหมด รหัสเอ็บซีดิก มีขนาด 8 บิต
แทนรหัสอักขระได้ 256 ตัว ปัจจุบันรหัสเอ็บซีดิกไม่เป็นที่นิยมและกำลังจะเลิกใช้งาน
เป็นรหัสมาตรฐานที่กำหนดโดยสถาบันมาตรฐานแห่งชาติอเมริกา (ANSI) เป็นรหัสที่นิยมใช้งานกัน
มากที่สุดบนเครื่องคอมพิวเตอร์ เริ่มมีการใช้งานครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1967 รหัสแอสกี แต่เดิมประกอบ
ด้วยรหัส 7 บิต เพื่อแทนอักขระทั้งหมด 128 ตัว ในปี ค.ศ. 1986 ได้ทำการปรับปรุงใหม่ให้เป็นรหัส 8 บิต
โดยเพิ่มเข้ามาอีก 1 บิต เพื่อใช้ในการตรวสสอบความถูกต้อง เรียกบิตสุดท้ายนี้ว่า พาริตี้บิต (Parity bit)
5. ยูนิโค้ด (Unicode)
5. ยูนิโค้ด (Unicode)
เป็นรหัสที่ถูกพัฒนามาในปี พ.ศ.2534 และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ยูนิโค้ดช่วยให้คอมพิวเตอร์แสดงผล
และจัดการข้อความตัวอักษรที่ใช้ระบบการเขียนของภาษาส่วนใหญ่ทั่วโลก ยูนิโค้ดเป็นเลขฐาน 2 ตั้งแต่
1 ถึง 4 ไบต์ ทำให้สามารถรองรับการเก็บข้อมูลอักขระได้กว่า 100,000 ตัว
การประมวลผลของซีพียู
1. การรับเข้าข้อมูล (Fetch) รับรหัสคำสั่งและข้อมูล จากหน่วยความจำ
2. การถอดรหัส (Decode) ทำการถอดรหัสคำสั่งได้รับ และส่งต่อไปยังส่วนคำนวณและตรรกะ
3. การทำงาน (Execute) ทำการคำนวณข้อมูลที่ถอดรหัสแล้ว และสั่งให้ CPU ทำงานตามคำสั่ง
4. การเก็บข้อมูล (Store) ทำการเก็บข้อมูลไว้ในหน่วยความจำหลัก
การรับส่งข้อมูลภายในคอมพิวเตอร์
แผงวงจรหลัก หรือเมนบอร์ด (Motherboard/Mainboard)
เปรียบเสมือนศูนย์กลางของเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะอุปกรณ์ทุกอย่าง จะต้องทำการเชื่อมต่อกับแผงวงจรหลัก
2. การถอดรหัส (Decode) ทำการถอดรหัสคำสั่งได้รับ และส่งต่อไปยังส่วนคำนวณและตรรกะ
3. การทำงาน (Execute) ทำการคำนวณข้อมูลที่ถอดรหัสแล้ว และสั่งให้ CPU ทำงานตามคำสั่ง
4. การเก็บข้อมูล (Store) ทำการเก็บข้อมูลไว้ในหน่วยความจำหลัก
การรับส่งข้อมูลภายในคอมพิวเตอร์
แผงวงจรหลัก หรือเมนบอร์ด (Motherboard/Mainboard)
เปรียบเสมือนศูนย์กลางของเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะอุปกรณ์ทุกอย่าง จะต้องทำการเชื่อมต่อกับแผงวงจรหลัก
บัส (Bus)
หมายถึง ช่องทางการติดต่อสื่อสารข้อมูลของอุปกร์ต่างๆ บัสในหน่วยประมวลผลกลางประกอบไปด้วย
1. บัสข้อมูล (Data Bus) เป็นบัสที่หน่วยประมวลผลกลาง ใช้เป็นเส้นทางในการควบคุมและ การขนส่งข้อมูล ระหว่างหน่วยประมวลผลกลาง และอุปกรณ์ภายนอก
2. บัสรองรับข้อมูล (Address Bus) เป็นบัสที่หน่วยประมวลผลกลาง เลือกว่าจะส่งข้อมูลหรือรับข้อมูลจากอุปกรณ์ใด โดยจะส่งสัญญาณมาที่บัสรองรับข้อมูลนี้
3. บัสควบคุม (Control Bus) เป็นบัสที่รับสัญญาณการควบคุมจากหน่วยประมวลผลกลาง เพื่อบังคับว่าจะอ่านข้อมูลเข้า หรือจะส่งข้อมูลออก
หมายถึง ช่องทางการติดต่อสื่อสารข้อมูลของอุปกร์ต่างๆ บัสในหน่วยประมวลผลกลางประกอบไปด้วย
1. บัสข้อมูล (Data Bus) เป็นบัสที่หน่วยประมวลผลกลาง ใช้เป็นเส้นทางในการควบคุมและ การขนส่งข้อมูล ระหว่างหน่วยประมวลผลกลาง และอุปกรณ์ภายนอก
2. บัสรองรับข้อมูล (Address Bus) เป็นบัสที่หน่วยประมวลผลกลาง เลือกว่าจะส่งข้อมูลหรือรับข้อมูลจากอุปกรณ์ใด โดยจะส่งสัญญาณมาที่บัสรองรับข้อมูลนี้
3. บัสควบคุม (Control Bus) เป็นบัสที่รับสัญญาณการควบคุมจากหน่วยประมวลผลกลาง เพื่อบังคับว่าจะอ่านข้อมูลเข้า หรือจะส่งข้อมูลออก
องค์ประกอบของสารสนเทศ
องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ
1. ฮาร์ดแวร์
ฮาร์ดแวร์เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบสารสนเทศ หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์รอบข้าง รวมทั้งอุปกรณ์สื่อสารสำหรับเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็นเครือข่าย เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องกราดตรวจเมื่อพิจารณาเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งเป็น 3 หน่วย คือ หน่วยรับข้อมูล (input unit) ได้แก่ แผงแป้นอักขระ เมาส์ หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) หน่วยแสดงผล (output unit) ได้แก่ จอภาพ เครื่องพิมพ์
2 . ซอฟต์แวร์
ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญประการที่สอง ซึ่งก็คือ
ลำดับขั้นตอนของคำสั่งที่จะสั่งงานให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน เพื่อประมวลผลข้อมูลให้ได้ผลลัพธ์ตาม
ความต้องการของการใช้งาน ในปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติงาน ซอฟต์แวร์ควบคุมระบบงาน
ซอฟต์แวร์สำเร็จ และซอฟต์แวร์ประยุกต์สำหรับงานต่างๆ ลักษณะการใช้งานของซอฟต์แวร์ก่อน
หน้านี้ผู้ใช้จะต้องติดต่อใช้งานโดยใช้ข้อความเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันซอฟต์แวร์มีลักษณะการใช้งาน
ที่ง่ายขึ้น โดยมีรูปแบบการติดต่อที่สื่อความหมายให้เข้าใจง่าย เช่น มีส่วนประสานกราฟิกกับผู้ใช้ที่
เรียกว่า กุย (Graphical User Interface : GUI) ส่วนซอฟต์แวร์สำเร็จที่มีใช้ในท้องตลาดทำให้
การใช้งานคอมพิวเตอร์ในระดับบุคคลเป็นไปอย่างกว้างขวาง และเริ่มมีลักษณะส่งเสริมการทำงาน
ของกลุ่มมากขึ้น ส่วนงานในระดับองค์กรส่วนใหญ่มักจะมีการพัฒนาระบบตามความต้องการโดยการ
ว่าจ้าง หรือโดยนักคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในฝ่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร เป็นต้น
ซอฟต์แวร์ คือ ชุดคำสั่งที่สั่งงานคอมพิวเตอร์ แบ่งออกได้หลายประเภท เช่น
ซอฟต์แวร์ระบบ คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้จัดการกับระบบคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ
ที่มีอยู่ในระบบ เช่น ระบบปฏิบัติการวินโดว์ส ระบบปฏิบัติการดอส ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ คือ ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานด้านต่างๆ ตามความต้องการ
ของผู้ใช้ เช่น ซอฟต์แวร์กราฟิก ซอฟต์แวร์ประมวลคำ ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน
ซอฟต์แวร์นำเสนอข้อมูล
3. ข้อมูล
ข้อมูล เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของระบบสารสนเทศ อาจจะเป็นตัวชี้
ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของระบบได้ เนื่องจากจะต้องมีการเก็บข้อมูลจากแหล่งกำเนิด
ข้อมูลจะต้องมีความถูกต้อง มีการกลั่นกรองและตรวจสอบแล้วเท่านั้นจึงจะมีประโยชน์
ข้อมูลจำเป็นจะต้องมีมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้งานในระดับกลุ่มหรือระดับองค์กร
ต้องมีโครงสร้างในการจัดเก็บที่เป็นระบบระเบียบเพื่อการสืบค้นที่รวดเร็วมีประสิทธิภาพ
4. บุคลากร
บุคลากรในระดับผู้ใช้ ผู้บริหาร ผู้พัฒนาระบบ นักวิเคราะห์ระบบ และนักเขียนโปรแกรม
เป็นองค์ประกอบสำคัญในความสำเร็จของระบบสารสนเทศ บุคลากรมีความรู้ความสามารถทาง
มากเท่าใดโอกาสที่จะใช้งานระบบสารสนเทศและระบบคอมพิวเตอร์ได้เต็มศักยภาพและคุ้มค่า
ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะระบบสารสนเทศในระดับบุคคลซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์มีขีด
ความสามารถมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้มีโอกาสพัฒนาความสามารถของตนเองและพัฒนาระบบงานได้
เองตามความต้องการ สำหรับระบบสารสนเทศในระดับกลุ่มและองค์กรที่มีความซับซ้อน
จะต้องใช้บุคลากรในสาขาคอมพิวเตอร์โดยตรงมาพัฒนาและดูแลระบบงาน
5. ขั้นตอนการปฏิบัติงาน
ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจนของผู้ใช้หรือของบุคลากรที่เกี่ยวข้องก็เป็นเรื่องสำคัญ
อีกประการหนึ่ง เมื่อได้พัฒนาระบบงานแล้วจำเป็นต้องปฏิบัติงานตามลำดับขั้นตอนในขณะ
ที่ใช้งานก็จำเป็นต้องคำนึงถึงลำดับขั้นตอนการปฏิบัติของคนและความสัมพันธ์กับเครื่อง
ทั้งในกรณีปกติและกรณีฉุกเฉิน เช่น ขั้นตอนการบันทึกข้อมูล ขั้นตอนการประมวลผล
ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อเครื่องชำรุดหรือข้อมูลสูญหาย และขั้นตอนการทำสำเนาข้อมูลสำรองเพื่อ
ความปลอดภัย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะต้องมีการซักซ้อม มีการเตรียมการที่ชัดเจน
|
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)








